2 เมษา กับวันที่จะได้ไปที่ๆ เหมือนคุ้นเคย

แต่ห่างหาย ไม่ได้เจอกันซะนาน ....

ที่ๆ คุ้นเคย กับใครที่คุ้นเคย 

 

การเดินทางเริ่มต้น จากการเตรียมตัว(คิดว่า)อย่างดี

กับแผนการเดินทางที่วางไว้คร่าวๆ แล้วปรับเอาวันต่อวัน

หลงทางบ้างอะไรบ้าง แต่ไม่หลงไปไกล

ทุกร้านที่อยากไปชิม ทุกร้านที่อยากไปดู ทุกที่ๆอยากไปตามแผนแต่ละวัน

โชคดีที่ผู้ร่วมทริปเก่งแผนที่ และทิศขั้นเทพเลยสำเร็จได้แบบไม่ยากเย็นเท่าไหร่

 

อากาศเย็นแบบที่คาดไว้  การเดินไกลๆ เลยไม่ใช่ปัญหา

เพราะมันแค่เมื่อย แต่มันไม่ร้อน

ค้นพบอะไรหลายๆ อย่างจากการเดินๆๆๆๆที่ฮ่องกงไม่ต่ำกว่า 20 ชั่วโมง

- เราชอบถูกเดินชนไม่รู้ทำไม เราว่าเราเดินดีแล้ว แต่โดนชนกระเด็นทุกที

- สูบบุหรี่กันตลอดเวลา จะไปว่าเค้าก็ไม่ถูก เราเองที่ไปบ้านเค้า ก็ต้องป้องกันตัวเองกันไป

- เบียร์ถูกกว่าน้ำเปล่ามาก 

- การข้ามถนนตามสัญญาณไฟ พบเจอได้ตามแยกใหญ่ๆ เท่านั้น แยกเล็กๆ วิ่งข้ามกันแบบไม่กลัวตาย - -

- รองเท้าบู้ทเป็นรองเท้าชนิดเดียวที่สาวฮ่องกงใส่

- เมื่อไหร่ที่คนขายรู้ว่าเราเป็นคนไทย จะโดนภาษาไทยทันที เพราะแม้กระทั่งคุณลุงที่แผงหนังสือยังพูดภาษาไทยกะเรา  

- ชีวิตคนฮ่องกงเริ่มจากเที่ยงวัน ถึงเที่ยงคืน 

- อาหารทุกอย่าง ชามใหญ่มาก แล้วเค้ากินกันหมดด้วย (อิจฉาเว้ย ไม่เห็นเค้าอ้วนกันเลย)

- อาหารข้างทางอร่อยทุกอย่าง ยืนยัน!

-  จริงๆ มันมีอีกแต่ตอนนี้คิดไม่ออกแล้ว 

 

งานนี้กะไป shopping แต่ก็ไม่ได้อะไรเท่าไหร่ อาจจะเพราะยังไม่ใช่ช่วงลดราคา

แต่สิ่งที่ได้กลับมา กลับเป็นสิ่งที่เราเรียกมันว่าความทรงจำที่ดีที่สุดอีกเรื่องนึงในชีวิต (ทริปเชียงใหม่กับชาวดาวไปรอในนั้นก่อนแล้ว ^^)

ขอบคุณทุกอย่างที่ทำให้เกิดความทรงจำดีๆ ตลอด 4 วันเต็มๆ ที่นั่น

ขอบคุณป๊ากับเงิน shopping ที่ลูกใช้ไม่หมด

ขอบคุณเพื่อนๆ ที่คอยถามไถ่

ขอบคุณทุกๆ สายที่โทรมาถามไถ่

ขอบคุณเพื่อนแต้วกับการเตือนสติทุกอย่าง สำหรับทริปนี้

ขอบคุณแขกรับเชิญของทริปนี้ 

ขอบคุณคนร่วมความทรงจำ ขอบคุณที่ทำให้ยิ้มได้ทุกที ที่นึกขึ้นมา

"เราหยุดเวลาให้มันอยู่ตรงนั้นไม่ได้ แต่เราเก็บความรู้สึกดีๆไว้ และสร้างมันขึ้นมาใหม่ได้"

 

 

 

Babymime vs เสาร์ 5

posted on 21 Mar 2010 19:13 by simplyordinary

Babymime เป็นชื่อของคณะละครใบ้ที่เราไปดูมาวันนี้ค่ะ

โดยส่วนตัวไม่เคยดูละครใบ้มาก่อน จนปีที่แล้ว ...

เพื่อนรัก ได้ไปดูเพราะน้องที่รักไม่ว่าง

เลยได้รับรู้จากเพื่อนรักว่า "มันสนุกมากแก"

ปีนี้เลยไม่พลาดค่ะ พอเค้าเริ่มแถลงข่าวปั๊บ เราก็ตกลงกันทันทีว่า "ไปดูๆๆๆ"

เราไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่ค่ะ เราแค่จองบัตรวันแรกที่เค้าเปิดจอง

เราแค่มุ่งมั่นว่าต้องจองให้ได้แถวหน้าสุดตรงกลางเท่านั้น

เราไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่ใช่มั้ยคะ

.

.

.

แล้ววันที่เรารอคอยก็มาถึงค่ะ 20 มีนาคม 2553 ณ สถาบันปรีดีพนมยงค์

พวกเราบางคนเดินทางมาอย่างยากลำบาก แต่สุดท้ายก็มาถึง

การแสดงแบ่งเป็น 6 ตอน ที่แสดงโดย Babymime แต่มี Open Scence ที่คุณเบิร์ด มาแสดงเปิดให้

ด้วยความที่ไม่เคยดูละครใบ้มาก่อน เลยต้องปรับตัวเล็กน้อยค่ะ ว่าการดูละครใบ้ เราต้องใส่จินตนาการเข้าไปด้วย

ที่ชอบที่สุด คงเป็นตอน I Love Panda ที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองดูเห่อแพนด้า มากกว่าช้างไทย

แสดงออกได้น่ารัก หยิกกัด แบบคันๆ

ตอนที่ชอบมากกว่าตอนที่ชอบที่สุดคือ Martial art

ที่ชาวดาวได้ขึ้นไปมีส่วนร่วมด้วยแบบไม่ได้ตั้งใจ (รายละเอียดอ่านเอาจาก blog ข้างบ้านนะคะ)

น้องชายที่รักก็แสดงได้ฮา ขำได้หมดใจ ไม่บอกไม่รู้เลยนะว่านั่นขาสั่นอยู่

ส่วนเพื่อนรักก็ได้มีส่วนร่วมแบบที่นักแสดงก็คงไม่รู้ว่ามาด้วยกัน

บนเวทีเลยไม่มีอะไรน่ากดดัน เพราะดูเหมือนเป็น 2 รุม 1 ไปในตัว

ตอนนี้เข้าใจว่านักแสดงต้องใช้ไหวพริบในการแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า และการปรับการเล่นตามแต่แขกที่เชิญขึ้นมา ซึ่งก็ต้องขอชมดังๆ ว่าเก่งจริงๆ (ไม่ดูออกนอกหน้าไปใช่มั้ย )

 

การแสดงใช้เวลา 2 ชั่วโมง

พวกเราเข้าไปเป็นกลุ่มเกือบสุดท้าย แต่ออกจากห้องเป็นกลุ่มสุดท้าย

ตอนออกมา เจอนักแสดงออกมาให้ถ่ายรูปอยู่ด้านหน้า

พวกเราหันไปมองแล้วเดินเลยไป

แต่สุดท้ายเราก็ได้ทักทายกับนักแสดงคนโปรด ที่เพิ่งรู้ชื่อกันตอนนั้นว่าชื่อ "ธา"

คนที่แสดงเป็นแพนด้า และแสดงตอน Martial art

ใครจะเชื่อคะ ว่าการได้คุยกันไม่กี่ประโยค มันทำเรายิ้มได้ไปอีกหลายวัน

.

.

.

Babymime + เสาร์ 5

มันมาเกี่ยวเนื่องกันแบบไม่ได้ตั้งใจ

เราไปดู Babymime ครั้งแรกในชีวิต ตรงกับวันเสาร์ 5 ที่ 100 ปีจะมีซักครั้ง

เค้าว่ากันว่าเป็นวันดี ซึ่งถ้าลองคิดจริงๆ เมื่อวานนี้ก็มีแต่เรื่องดีๆ เกิดขึ้น

ลองมาดูกัน ว่ามีอะไรบ้าง

- ได้ดู Babymine

- เพื่อนรัก น้องรักได้ขึ้นไปเป็นส่วนร่วมกับ Babymime

- ได้ไปสถาบันปรีดีฯ ครั้งแรกในชีวิต

- ได้กินอาคิโยชิครั้งแรกในชีวิต

- ได้เจอผู้ชายยิ้มสวยที่สุด ยิ้มทีละลายไปเลย

เป็นอีกวันนึงในชีวิต ที่นึกถึงทีไรก็จะยิ้มได้ทุกที

 

เมื่อวานนี้ .. แดดแรง แต่ลมพัดเย็น

เลยลากบีนแบ็กไปนอนอ่านหนังสือตรงระเบียงแทนการนั่งหน้าคอม

แล้วเพลง *ดินแดนแห่งความรัก*ก็ดังขึ้น

เลยหยุดอ่านหนังสือ แล้วนอนฟังนิ่งๆ

แล้วนึกเลยไปถึงบล็อกของปอที่เพิ่งอ่านเมื่อคืน

คิดเลยไปถึงคำถามของวิ้ง ที่ถามเอาไว้ในบล็อกปอ 

"คงจะมีรักจริงรออยู่ ที่ดินแดนใดซักแห่ง คงมีใครซักคนรออยู่ ตรงนั้น"

เดินไปถึงดินแดนตรงนั้นเมื่อไหร่ 'ความรัก' ที่สวยงามคงจะรออยู่

เดินไปเจอใครซักคนตรงนั้นเมื่อไหร่ คงได้คำตอบพอดี ว่า 'ความรัก' ที่สวยงามมันต้องมีอะไรประกอบกันบ้าง

 

รู้มาว่าเพลงนี้พี่บี แต่งไว้แค่ประโยคที่ยกมาข้างบน

แล้วคุณลินา มาแต่งต่อจนจบเพลง

 "ข้ามขอบฟ้าหรือขุนเขา ข้ามแผ่นน้ำทะเลกว้างใหญ่ แต่ฉันจะไปหาเธอ"

 

Shopping Therapy ของนางฟ้า*

posted on 31 Jan 2010 00:07 by simplyordinary

เชื่อมั้ยว่าการ shopping สามารถบำบัดอาการจิตตกได้??

ดูเหมือนเป็นข้ออ้าง ดูเหมือนเอาคำว่า shopping มาเป็นข้ออ้าง (แม้ว่ามันจะแอบจริงบ้าง บางครั้งก็เหอะ )

แต่วินาที ที่เรามีความสุขกับการเดินดูของสวยงาม

เราก็ลืมความทุกข์ไปเลยนี่นา ..

ตามมาดูกันว่านางฟ้าไป shopping ได้อะไรมาบ้าง

Lunasol แท่งนี้สีออกนู้ดๆ เพิ่งได้มาเมื่อวานเลย สดๆ ร้อนๆ

อันนี้ตั้งใจไปซื้อมาก ไปถึงบอก BA ว่าอยากได้แบบนี้

แปลกที่ BA ที่นี่ไม่เซ้าซี้ให้ซื้ออะไรเพิ่ม ต่างจากที่พารากอน

อาจจะเพราะหน้าตานางฟ้าดูดุๆ หรือหน้าตานางฟ้าดูจนๆ ฟระ 555

 

ได้ Tester มาด้วย ไม่น่าเชื่อ!! ขอบคุณที่ให้มา แต่ท่าทางจะใช้ไม่เป็น 555

 

ตอนจะจ่ายเงิน BA ถามว่ามีบัตรสมาชิกแล้วใช่มั้ยคะ ได้แต่ยิ้มตอบไปว่า ไม่มีค่ะ เลยได้บัตรมาครอง

อีกใบข้างล่างเป็นของ Benefit อ่านเจอในคลีโอ ว่าที่นี่มี wax คิ้วคล้ายๆที่เคยทำที่ Anastasia

แต่ถูกกว่า (Anasatasia 800 บาทถ้วนกับการรอคิว 2 เดือนแต่ที่ Benefit 350 บาทถ้วน แค่โทรไปจองวันต่อวัน)

ไม่แตกต่างกันมากในขั้นตอนการทำ ผลลัพธ์ก็ออกมาไม่ต่าง คงได้ผูกขาดที่ Benefit ไปเรื่อยๆ

ต่อไปเป็นกางเกงยีนส์ขาสั้นของ Dapper น่ารักตรงที่ขอบกางเกงเป็นลายสก็อตขาว ดำ

ตอนไปลอง มันพอดีเป๊ะ เหมือนเค้าตัดมาเพื่อนางฟ้าโดยเฉพาะเลย โฮะ โฮะ

ต่อไปเป็นเดรสยีนส์ที่ได้มาพร้อมกัน ไม่ได้ตั้งใจอยากได้ ตอนกลับบ้านมายังงงๆ ว่าทำไมซื้อมาด้วย 555

มาร้องอ๋อตอนที่เห็นเดรสยีนส์อีกตัว ที่ซื้อมาเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน ของ ESP แบบมันคล้ายๆกัน มีระบายๆตรงช่วงอก ต่างที่ตัวนี้เป็นคอจีน และสีซีดกว่า ผูกโบว์ด้านหลัง (มีสองชุดคล้ายๆกันเพื่ออะไรวะเนี่ย - -")

ตัวต่อไปเป็นเสื้อยืด ได้มาจากการเดินหน้าสยามตอนกลางคืน เป็นเสื้อไหล่ตั้งแบบที่ตอนนี้เค้าฮิตกัน ตัวเสื้อแต่งหมุดลายโบว์ ... น่ารักดี (สีแอบเพี้ยน จริงๆ สีเหมือนรูปด้านซ้ายนะจ้ะ)

ต่อไปเป็นเดรสไหมพรมสีชมพูสลับเทาเข้ม รูดเอวผูกโบว์ได้ มี hood ด้วย เป็นการซื้อชุดมี hood ครั้งแรกในรอบหลายปี ตัวนี้ได้มาจากร้าน Warner Boss บนมาบุญครอง

Sleeping Pills ชื่อร้านเก๋ๆ รู้จักเพราะนายกฯดาวอีกแล้ว

วันก่อนผ่านไปสยาม เลยแวะไปที่ร้านนี้ ได้ชุดที่เล็งไว้จากในเว็บเพราะน่าจะเป็นชุดที่แนวน้อยสุดแล้ว

(เพิ่งเห็นว่านอกจากจะซื้อเดรสยีนส์ซ้ำๆแล้ว ยังซื้อเดรสลายขวางซ้ำด้วย ^^")

ผ้าพันคอของ Kloset ที่ถึงขั้นต้องต่อคิวตั้งแต่สยามเซ็นเตอร์เปิดเพื่อแย่งชิง นางฟ้าไม่ไปต่อให้เสียอารมณ์แน่นอน 555

รองเท้าแตะของ iPANEMA จากร้าน Footwork หลังจากที่ไปเล็งกับนายกฯดาวมาหลายครั้งที่ CTW แต่ไม่มีไซส์ซักที พื้นนุ่ม เหมาะแก่การเดินหาของกินมากๆ  

แต่แอบเคืองอยู่นิดเดียว พอกลับถึงบ้านมีจดหมายของ Footwork ส่งมาบอกว่าจะ sale 50%  อาทิตย์ต่อไป  น้องที่ร้านไม่บอกกันซักคำ

สุดท้ายแล้ว Jaspal sale 50% แวะเวียนไปหลายสาขา ก็ไม่ได้ไรติดมือมาซักที

สุดท้ายเลยสอยแว่นกันแดด อันนี้มา กรอบสีม่วง เก๋ที่สุด

เสื้อผ้าพร้อม รองเท้าพร้อม แว่นกันแดดพร้อม เราจะไปรับลมร้อนที่ไหนกันจ้ะชาวดาว*

 

 

ปีใหม่ ... ใหม่ของนางฟ้า*

posted on 03 Jan 2010 01:29 by simplyordinary

ผ่านปีใหม่แล้ว ... มีอะไรใหม่ๆกันบ้างมั้ย

สำหรับนางฟ้า ... เรื่องใหม่ๆ เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนปีใหม่

ไม่ว่าจะร้ายหรือดี ... มันก็คือเรื่องใหม่ๆ ในชีวิต

ก่อนจะวนเข้าไปเรื่องเครียดๆ เรามาดูกันดีกว่า ว่าปีใหม่ ... ใหม่

นางฟ้าได้อะไรใหม่ ... ใหม่มาบ้าง

 

ชุดนี้นางฟ้าได้มาก่อนปีใหม่จิ๊ดเดียวววววว

มาจากเกาหลีค่ะ

ดูข้างหน้าก็งั้นๆ มาดูข้างหลังกัน

ชอบมากมาย ให้ 10/10 ได้แต่ลอง ยังไม่เคยใส่จริง แต่แค่ลองก็ชอบมากมายแล้วววว

ชุดนี้ก็ได้มาก่อนปีใหม่ .. เพราะมัน sale อยู่

จาก FOX ค่ะ

 

ความเก็ของชุดนี้อยู่ตรงสายที่เป็นลูกไม้ น่ารักที่สุด เหมาะกะนางฟ้าอย่างยิ่ง 555

10/10 เช่นเดิม

 

ชุดนี้ได้มาวันก่อนสิ้นปี เนื่องจากหงุดหงิดอะไรบางอย่าง เลยต้องหาอะไรซักอย่างมาทำให้หายหงุดหงิด ผลไปตกที่ชุดนี้ จาก ws by work shop

ข้างหลังเป็นแบบนี้ เว้าลงมาเยอะเกือบถึงเอว

เก็บช่วงตัวด้วยสม็อก และสายผูกโบว์ ... 9.5/10 สำหรับชุดนี้

สุดท้ายนางฟ้าได้รองเท้ามาอีกคู่ก่อนปีใหม่

ไม่น่าเชื่อ ว่ามันจะมีรองเท้าหัวแหลม แล้วไม่กัดบนโลกใบนี้ด้วย

ได้มาจากตลาดนัดเสริมมิตร 100/10

ชมของนอกกายไปแล้ว ...

นางฟ้ามีเรื่องเล่ามาเล่าให้ฟัง ว่าวันปีใหม่ไทยนางฟ้าทำอะไรบ้าง

.

.

.

จริงๆ นัดกันอย่างดิบดีกับนายกฯดาวว่าเราจะไปตระเวนหาของกิน(อีกแล้ว) ในกรุงเทพ ตอนที่ไม่มีใครอยู่กัน แต่ผลที่ได้คือ ...

เจอกัน 9 โมงเช้าที่วัดหัวลำโพง เราไปทำบุญโลงศพกัน (ได้ยินไม่ผิดค่ะ เราไปทำบุญ)

ยัง ... ยังไม่หมดเรายังทำสังฆทาน กรวดน้ำ พรมน้ำมนต์ ทำบุญตู้ค่าน้ำค่าไฟ ทำบุญแผ่นกระเบื้อง เพื่อความร่มเย็นเป็นสุข

ทำความดีกันพอสบายใจแล้ว เราก็ไปสยามพารากอนกันค่ะ

ไป shopping และดูหนังเรื่อง October Sonata

11 คนในโรงหนัง ทำให้เหมือนเราเป็นเจ้าของโรงหนังจริงๆ ^^"

จากสยามพารากอน เราไปต่อกันที่ CTW ค่ะ ไปซื้อของขวัญ และแวะ Starbucks

เท่านั้นจริงๆ ค่ะ ไม่ได้ลืม หรือพิมพ์อะไรตกไป

จาก CTW เราไปต่อกันที่ Central พระรามสาม

เพราะนางฟ้าอยากเจาะหูค่ะ .. ^^

หลังจากเจาะหู และมื้อเย็นที่ยาโยอิของเรา

เราก็ไปดูหนังต่อกันเรื่อง 32 ธันวาค่ะ

มันช่างต่างจากเรื่องแรกมากมาย เพราะฮากระจายตลอดเรื่อง

รายละเอียดต่างๆ ของกิจกรรมคงต่อรอนายกฯดาวมาอธิบาย

เพราะได้เวลานายกฯดาวอัพบล็อกแล้ว 555

(((ได้ยินมั้ยแก ได้เวลาอัพบล็อกแล้ววววววว)))

  สวัสดีปีใหม่ทุกคนนะคะ ... ขอให้ยิ้มได้กว้างๆ กันได้ทุกวันนะ 

 

 

 

edit @ 3 Jan 2010 02:15:04 by O r d i n a r Y G i r L

วันนี้ได้อยู่บ้าน (ซะที) ขอพักเรื่องเครียดๆ ไว้แป๊บนึง

วันนี้มีครีมอาบน้ำนางฟ้า ได้ฟรีมาจาก Lisa Magazine (ใครชอบของฟรีแวะเข้าไปเล่นเกม ก็จะได้มาใช้ฟรีซึ่งเหมาะกับชาวดาว* อย่างพวกเรามาก ...)

พร้อมกับเพิ่งรู้จักโปรแกรม PhotoScape ลองเล่นแล้วสนุกดี .. ตามมาดูกัน

 

หน้าตาขวดเป็นแบบนี้ แอบเหลือบไปเห็น 7 - in -1 Anti - Aging เหวยยยยยยมันลดริ้วรอยด้วย

ถ้าเจอนนางฟ้าครั้งหน้า หน้าเด็กลงอย่าตกใจไปนะ กร๊ากกกกกกกกกกกกกก

 

 

น้องหนูนุ่ม ได้มาจาก Daiso 60 บาท ตอนแรกซื้อมาเพราะว่าน่ารักดี แต่ยังไม่รู้จะใช้กับอะไร

เพราะปกตินางฟ้าไม่ใช้ ฟองน้ำอาบน้ำอยู่แล้ว แต่งานนี้หนูนุ่มได้ออกงาน เพราะว่าครีมอาบน้ำข้น และนุ่มมากกกกกก เลยต้องการตัวช่วย

 

 

ในเนื้อครีมถ้าดูดีๆ มีอะไรบางอย่างสีทองด้วย เดาเอาว่ามันคือ Skin Brightening  Minirals

เดี๋ยวจะมาเฉลยว่า มันคืออะไร

 

 

ตอนนี้หนูนุ่มถูกละเลงไปครีมอาบน้ำละ ... ฟองไม่เยอะมาก แต่นางฟ้าชอบมากกกกกกกกก

เป็นความชอบส่วนตัว ที่ไม่ชอบอะไรที่ฟองเยอะ .. (ยกเว้นฟองเบียร์ 555+)

กลิ่นหอม อ่อนๆ สดชื่น ถูกใจนางฟ้ามากมาย

แต่น แต๊นนนนนน (ขอยืมพิกมาใช้หน่อย ^^) หลังจากอาบน้ำ

ไอ้เจ้าสีทองๆ ที่เห็นในครีมอาบน้ำ มันคือ shimmer สีทอง

ดังนั้น หลังจากนางฟ้าอาบน้ำเสร็จทุกวัน ก็จะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ พร้อม shimmer สีทอง เม็ดเล็กๆ

ย้ำว่า เม็ดเล็กๆ วิ้งๆ ทั่ว ตัว กรี๊ดๆๆๆๆๆ ชอบๆๆๆๆๆ

แอบเซ็กซี่ เล็กๆ ได้ทุกวันด้วยครีม อาบน้ำ ... อิอิ

(ในรูปนั่น นางฟ้าพยายามแล้ว แต่ว่าฝีมือไม่ดีพอ มันมองไม่เห็นอ่ะ เลยขอยืม effect ของ PhotoScape มาใช้หน่อย)

ชาวดาวที่รัก ... ทริปเชียงใหม่ของเรานางฟ้าจะเอาเจ้าครีมอาบน้ำ ประจำตัวนางฟ้าไปให้ชาวดาวใช้ด้วย

ตระเวน กินเที่ยวกันแบบตัวหอมๆ วิ้งๆ กันทั้งทริป

edit @ 22 Dec 2009 14:41:45 by O r d i n a r Y G i r L

ถึงคุณ ...

posted on 12 Dec 2009 22:08 by simplyordinary

" เลขหมายที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้งค่ะ

Sorry, the number you have dialed is not .....  "

 

จำไม่ได้ ว่าตั้งแต่เมื่อวานถึงวันนี้ ได้ยินประโยคนี้ไปแล้วกี่รอบ

จริงๆ ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ยิน .. (ควรจะชิน?)

แต่ครั้งนี้มันต่างจากครั้งก่อน

มันเป็นการเงียบหายไปเลยถ้านับวันนี้ก็ 4 วันติดต่อกันพอ (อดคิดไม่ได้ว่ายังไม่ตายใช่มั้ย) 

 

การไม่มีใคร ... แล้วเหงา เหตุผลมันยังพอเข้าใจไหว

แต่ ...

การมีใครแล้วยังโครตเหงา ไม่รู้จะมีไปทำไม

 

จริงๆ มันก็ดี ที่มีเรื่องแบบนี้ มันมีช่องว่างให้ได้คิด

ว่าเรารู้สึกยังไง ยังไหวอยู่ใช่มั้ย

ถ้าคำตอบที่ได้ มันคือ "ใช่" ทั้งหมดก็ลุยต่อ (ถ้ายังมีแรง - -)

.

.

.

แค่หวังว่า คุณคงสบายดี

คงไม่ได้เป็นอะไรไป

คงแค่เพราะมือถือแฮงค์ (อีกแล้ว) แล้วยังไม่ได้ฟอร์แมท เพราะโปรแกรมฟอร์แมทอยู่ที่ออฟฟิศ

คงงานยุ่ง จนลืมนึกถึงว่ามีคนคอย ("ลืม" คำสั้นๆ ที่คนได้ยินเจ็บไม่ลืม)

คง ...

 

เราทำแบบที่บอกคุณบ่อยๆ คือการทำทุกวันให้ดีที่สุด

(แต่มันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าทำอยู่คนเดียว >_<) 

ความสัมพันธ์แบบเรามันเปราะกว่าแบบไหนๆ 

เผื่อเรื่องของเรา มันไม่มีพรุ่งนี้ จะได้ไม่เสียใจ

 

เรื่องบางเรื่อง เราก็หาเหตุผลไม่ได้ ว่าทนเพื่ออะไร

รักใครสักคนว่ายากแล้ว เลิกรักใครสักคนยากกว่า 

รักเท่่าที่ไหว ... พูดง่าย ทำยากจัง 

 

ปล. ชอบชื่อเพลง กับเนื้อเพลงนี้เป็นการส่วนตัว 

วันที่เธอมีเขาข้างกัน ข้างกายของฉันว่างเปล่า มันเหงาจะขาดใจ

หมดเวลาไปกับการร้องไห้จนหมดแรงให้มันง่วงไป

ให้ผ่านคืนโหดร้อยไปอีกคืน ...

edit @ 12 Dec 2009 23:20:33 by O r d i n a r Y G i r L

ซะที

posted on 06 Dec 2009 19:21 by simplyordinary

สุดท้าย ... ก็ได้อัพบล็อกซะที 

 

พอเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝัน มันก็อยู่ที่เราจะรับมือกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ดีแค่ไหน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก เรื่องครอบครัว หรือเรื่องงาน

 

เรื่องความรัก ... ไม่มีอะไรเลวร้าย (หรือว่าชินก็ไม่รู้)

อะไรจะเกิด เดี๋ยวมันก็เกิด คิดแบบนี้มาเรื่อยๆ ตลอด 6 ปี

จนทุกวันนี้ ก็ไม่ได้เข้มแข็งขึ้น แต่ ...

พร้อมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นตลอดเวลา

 

เรื่องครอบครัว ... อันนี้ happy ตลอดเวลา

เป็นไปได้ ขอเกิดมาเป็นลูกป๊า ม้า ทุกๆชาติ 

 

มาถึง hi-light  ของชีวิตตอนนี้ เรื่องงาน

เมื่ออาทิตย์ก่อนโน้น เพิ่งได้ Termination Letter

แม้จะรู้เรื่องราวของบริษัทมาตลอด

แต่วินาที ที่ได้จดหมาย มันใจหายเหมือนกันแฮะ

ไม่ได้เสียใจ ... แค่รู้สึกว่ามันจบจริงๆซะที

 

เราเป็น 1 ใน 9 คนที่ได้ ความแปลกคือไม่มีใครเสียใจ

แต่กลับรู้สึกเหมือนๆกันว่า อืม... จบซะที

ไม่ต้องทำงานถวายชีวิต เพื่อที่นี่อีกต่อไป

 

ใครๆ ก็บอกว่าในวิกฤต ย่อมมีโอกาส

ในวิกฤตนี้ ทำให้เราได้รู้ว่า

- ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร เพราะตอนนี้คนที่เป็นศัตรูกับเรามาตลอดกลับแสดงออกว่ารักเราเหลือเกิน (เพื่ออะไรวะ กูไม่ใช่ปลาทอง ที่ว่ายวนไปมา แล้วจำไม่ได้ว่า มึงทำไรกับกูไว้บ้าง)

- เพื่อนแท้ในที่ทำงาน มีจริง ... แม้มันจะมีเหลือแค่ 2 คน แต่ก็โครตภูมิใจ ที่มี (วันสุดท้ายของพี่เค้าคือวันที่ 27 พฤศจิ เราเดินไปส่งเค้าที่รถ เค้าบอกแค่ว่า เราไม่ต้องลากันนะ เพราะเดี๋ยวเราก็เจอกันอีก )

- เพื่อนแท้จากโลกไซเบอร์ ก็มีจริงเช่นกัน (มันตื่นเต้นมากกว่าเราที่โดนเลิกจ้างอีก )

 

"มันเป็นเรื่องดีล้วนๆ" สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ เพื่อนคนนึงบอกมา

การได้หลุดออกมา จากที่ๆ เอาเปรียบเราไปซะทุกอย่าง ไม่มีอะไรต้องเสียใจ

สิ่งดีๆ รออยู่ข้างหน้าเต็มไปหมด

 

แม้จะเห็นด้วย ที่มันเป็นเรื่องดี ...

แม้จะบอกตัวเองทุกวัน ว่ามันเป็นเรื่องดี ... แต่บางทีหัวใจมันก็ไม่ค่อยจะเชื่อสิ่งที่สมองสั่งแฮะ ขอเวลาอีกแป๊บบบบบบ ละกันนะ 

 

ปล. เอ็นทรี่นี้อาจจะ งงๆ พยายามอ่านหน่อยละกันนะ 

 

Special thanks to Talt ... How lucky I am to have a great friend like you in my life   

 

 

edit @ 6 Dec 2009 20:26:13 by O r d i n a r Y G i r L

เปลี่ยน

posted on 10 Jun 2009 09:33 by simplyordinary

เปลี่ยน ...

 

เปลี่ยนตำแหน่งใหม่

เปลี่ยนนายใหม่

เปลี่ยนโต๊ะทำงานใหม่

เปลี่ยนห้องทำงานใหม่ (ห้องที่ใครๆเรียกว่าห้องแห่งความลับ )

 

ไม่รู้ว่าการเปลี่ยรครั้งนี้ จะดีร้ายแค่ไหน

แต่เท่าที่รู้ตอนนี้ คืองานยุ่งมากขึ้น

หัวหน้าเก่าเกรงใจเรามากขึ้น

หัวเราะได้มากขึ้น

 

เราได้ฟังเพลงแบบออกลำโพง (หัวหน้าเก่าเราไม่อนุญาตข้อนี้)

เราได้เปลี่ยนมาใช้ wireless (เก๊ เก๋เนอะ)

เราได้แต่งตัวสบายขึ้น (หัวหน้าเก่าไม่อนุญาตให้ใส่สีดำ ขาว เทา  แต่เราก็ใส่ประจำ 555 )

 

 

เราเคยทำงานกับนายคนปัจจุบันเมื่อ 2 ปีก่อน

เมื่อ 2 ปีก่อน เค้าโมโหร้ายยังไง วันนี้ก็ยังเป็นอย่างงั้น

เมื่อ 2 ปีก่อน เค้าให้เกียรติเรายังไง วันนี้ก็เป็นอย่างงั้น

เมื่อ 2 ปีก่อน เรากลัวเค้ายังไง วันนี้เราไม่กลัวเค้าเหมือนเดิมแล้วแฮะ

เรากล้าถาม กล้าคุย กล้าแย้ง

อืมมมมมมม เวลาผ่าน ความคิดเปลี่ยน คงเป็นเรื่องจริง

เราบอกตัวเองทุกวัน ว่าต้องทำได้

 

 

edit @ 10 Jun 2009 09:43:16 by O r d i n a r Y G i r L

edit @ 10 Jun 2009 09:43:49 by O r d i n a r Y G i r L

ช่วง ๒ อาทิตย์ที่ผ่านมา

มีหลายเรื่องราว เกิดขึ้น ...

พยายามตั้งหลัก ตั้งรับกับทุกๆอย่าง 

รวมทั้งยอมรับกับการตัดสินใจของตัวเอง

*

*

*

*

*

CEO คนใหม่ แต่เป็นคนเดิมกับเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว

คนเดียวกับที่เราเคยเป็นเลขาเค้ามาก่อน

เค้าเรียกคุยกับเราทุกวัน

เค้ามีงานให้เราช่วยตลอด

เพราะเค้าเพิ่งกลับมา และไม่มีเลขา

เค้ายื่นข้อเสนอมาให้ ๓ ข้อ

 

๑. ทำงานที่แผนกเดิม 

(เรามีความสุขกับสิ่งที่ทำทุกวันนี้นะ เรื่องเดียวที่มันทำร้ายเรามาตลอดคือ หัวหน้าเรา

เค้าพยายามทำทุกทาง ให้เราไม่มีความสุขมากที่สุดแบบไม่มีเหตุผล เราไม่มีค่าในสายตาเค้าเลย) 

๒. มาช่วยงานเค้า

(เหมือนจะดีเนอะ แต่นายเราคนนี้อารมณ์ขึ้นลง ไวมาก ทุกคนจะมาถามว่าเราทนเค้าได้ยังไงตอนเป็นเลขา อืมมมมม อาจจะเพราะเค้าทำให้เรารู้สึกว่า เรามีค่าในสายตาเค้า) 

๓. ย้ายไปช่วย Marketing

(ไม่ถนัดมาก เพราะไม่เคยแตะ และไม่เคบทำ แต่ท้าทาย)

 

เค้าให้เวลาเราคิด ๒ วัน

จนวันศุกร์ที่ผ่านมา

นายเราคนนี้ กับนายอีกคนนึง (นายเยอะจังฟระ - -")

เรียกคุย (อีกแล้ว) แล้วถามว่า ได้คำตอบมั้ย

เราตอบเค้าไปว่า เรามีความสุขกับสิ่งที่ทำทุกวันนี้

การได้เห็นคนที่เดินทางมาไกล เพื่อความหวังสุดท้าย

มันทำให้เราพยายามทำทุกๆวันให้ดีที่สุด

เพราะเรายังมีโอกาสได้ทำมัน

แต่ ..... การทำงานกับหัวหน้าเรา มันยากมากกกกกกกกกก

เค้าไม่เคยฟังเรา

เค้าคิดเสมอว่าความคิดเค้าถูกที่สุด

เค้าไม่มีความยืดหยุ่น ไม่มีความเห็นใจ

เค้าไม่เคยเสียสละ

และเค้าไม่มีน้ำใจ

 

 

เราเล่าให้นายฟังว่า เค้าลดเงินเดือนเรา ๕๐% 

ตั้งแต่ธันวาคม ถึง กุมภาพันธ์

(ถึงตอนนี้นายเดินไปปิดประตู คงเพราะไม่อยากให้ใครได้ยิน)

นายเรางง และตกใจ เพราะเค้าไม่รู้เรื่องนี้

นายทั้ง ๒ คนนิ่งไป แล้วบอกเราว่า เค้าว่าเค้าได้คำตอบแล้ว

เค้าให้เรา train น้องอีกคนในแผนกไว้ให้ทำงานแทนเราได้

เค้าไม่อยากใช้อำนาจที่เค้ามี

ดึงคนมาช่วยงาน แล้วมันกระทบงานที่เราต้องรับผิดชอบอยู่

 

 

เราไม่เคยคิดว่า เราจะมีโอกาสบอกเรื่องที่เราเก็บไว้ตลอดเวลา

กับนายทั้ง ๒ คนพร้อมๆกัน

เค้าถามเราว่า เราเจ็บกับเรื่องนี้มากใช่มั้ย

(ถ้าตอบว่าไม่ ดูจะเป็นการโกหกเนอะ )

เราไม่ได้ตอบ แค่ยิ้มแล้วน้ำตาคลอๆ

 

 

เราไม่ได้หวัง ว่าเค้าจะช่วยอะไรเราได้มากมาย

เพราะงานที่เค้าต้องทำ มันก็เยอะจนจัดการไม่ถูกแล้ว

แต่อย่างน้อย เราได้บอกสิ่งที่เรารู้สึก 

ให้เค้ารู้ถึงความชั่วหลังรอยยิ้มที่หัวหน้าเรามี

*

*

*

*

*

มีคนถามว่าเราทนได้ยังไง

เราทำได้ยังไง ที่ ...

เรายังยิ้มให้เค้า

เรายังเรียกเค้ากินข้าว

เราทักทายคล้ายไม่รู้สึกอะไร

 

เราให้อภัยหัวหน้าเรากับทุกๆเรื่อง

เราสวดมนต์ แผ่เมตตาให้เค้า

เราอโหสิกรรมให้เค้า

ทุกๆครั้ง

  

เราพยายามทำวันนี้ให้ดี เพราะพอวันนี้เป็นอดีต มันก็จะกลายเป็นอดีตที่ดี

เราพยายามทำวันนี้ให้ดี เพราะพอวันนี้เป็นอนาคต มันจะเป็นอนาคตที่ดี

 

ขอบคุณความรักดีๆรอบๆ ตัว 

พวกคุณทุกคนเป็นอีก ๑ เหตุผลสำคัญ

ที่ทำให้เราทำทุกๆวันให้ดี

เผื่อมันไม่มีพรุ่งนี้ เราจะได้ไม่เสียใจ